ไขปริศนา "บาคาร่าจีน" และเจาะลึก "บาคาร่าไร้ค่าคอม" ที่เซียนมาเก๊าเล่นกัน

I. ไขปริศนา “บาคาร่าจีน”: ตกลงมันมีจริง หรือแค่ชื่อเรียกเอาเท่?
คำถามแรกที่คาใจหลายคน และเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ดที่คนค้นหากันให้วุ่นวาย คือ “บาคาร่าจีน” มันคืออะไรกันแน่? ผมขอฟันธงให้ชัดๆ ตรงนี้เลยนะพี่น้อง… บาคาร่าจีน ในฐานะเกมที่มีกฎกติกาเฉพาะตัว แตกต่างจากบาคาร่าทั่วไปน่ะ มันไม่มีอยู่จริง!
หักล้างความเชื่อผิดๆ (Debunking the Myth)
จากการที่ผมค้นคว้าและสังเกตการณ์มา คำว่า “บาคาร่าจีน” เป็นเพียงศัพท์ทางการตลาดที่เว็บพนันออนไลน์บางแห่งสร้างขึ้นมาเพื่อการโปรโมทเท่านั้น [1] อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าผู้เล่นชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน เป็นกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ในตลาดคาสิโน การใช้ชื่อนี้จึงทำให้รู้สึกเข้าถึงง่ายหรือดูมีเคล็ดลับพิเศษซ่อนอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้ว เกมที่พวกเขาให้บริการก็คือบาคาร่าในรูปแบบมาตรฐานที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจบริบททางกฎหมายด้วยว่า การพนันทุกชนิดในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่นั้นถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง จะมีข้อยกเว้นเพียงแค่ในเขตบริหารพิเศษอย่างมาเก๊าเท่านั้น [2] ดังนั้น การจะบอกว่ามี “บาคาร่าจีน” ที่เป็นรูปแบบเฉพาะจากจีนแผ่นดินใหญ่จึงเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ให้ความรู้ที่แท้จริง: รู้จัก “บาคาร่าแบบไม่มีค่าคอม” (No-Commission Baccarat – NCB)
ถึงแม้ “บาคาร่าจีน” จะไม่มีจริง แต่ถ้าจะให้พูดถึงรูปแบบบาคาร่าที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในหมู่นักเล่นชาวเอเชียและในบ่อนใหญ่ๆ อย่างมาเก๊า สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดและเป็นสิ่งที่เซียนตัวจริงเขารู้จักกันดีก็คือ บาคาร่าแบบไม่มีค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า NCB (No-Commission Baccarat)
กติกาหลักที่แตกต่าง: กฎเหล็กที่ทำให้ NCB แตกต่างและเป็นที่ชื่นชอบนั้นเรียบง่ายมากครับ คือปกติแล้วเวลาเราแทงฝั่งเจ้ามือ (Banker) แล้วชนะ เราจะโดนหักค่าคอมมิชชั่น 5% ทำให้อัตราจ่ายเหลือแค่ 0.95:1 แต่สำหรับโต๊ะ NCB กฎนี้จะถูกยกเลิกไป เมื่อคุณแทง Banker ชนะ คุณจะได้รับเงินรางวัลเต็มๆ ที่อัตรา 1:1 เท่ากับฝั่งผู้เล่น (Player) เลยทีเดียว
แต่… มันมีดอกจันตัวโตๆ อยู่หนึ่งข้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจ นั่นคือ ข้อยกเว้นกรณีเดียวที่ถ้าเจ้ามือชนะด้วยแต้มรวมเท่ากับ 6 พอดี ผู้เล่นที่แทงฝั่งเจ้ามือจะได้รับเงินรางวัลแค่ครึ่งเดียวของเงินเดิมพัน หรือ 0.5:1 เท่านั้น นี่คือกติกาพิเศษที่คาสิโนใส่เข้ามาเพื่อรักษาสมดุลและคงความได้เปรียบของเจ้ามือ (House Edge) เอาไว้ แม้จะไม่ได้เก็บค่าคอมมิชชั่น 5% ในทุกรอบก็ตาม
ทำไมถึงฮิตในมาเก๊า?: เหตุผลที่ NCB กลายเป็นรูปแบบหลักที่พบเห็นได้ทั่วไปบนชั้นคาสิโนในมาเก๊า (Main Floor) นั้นมีอยู่หลายปัจจัย ประการแรกคือมัน ทำให้เกมเร็วขึ้น ดีลเลอร์ไม่ต้องเสียเวลาคำนวณและหักค่าคอม 5% ในทุกๆ มือที่ Banker ชนะ ทำให้สามารถเล่นได้จำนวนรอบมากขึ้นในหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเป็นผลดีต่อรายได้ของคาสิโน ประการที่สอง มัน ง่ายต่อผู้เล่นหน้าใหม่ ที่ไม่ต้องมานั่งงงกับการคำนวณค่าคอมที่ซับซ้อน ทำให้เกมดูเป็นมิตรและตัดสินใจวางเดิมพันได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ โต๊ะ NCB จึงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาสิโน ขณะที่บาคาร่าแบบดั้งเดิมที่หักค่าคอมฯ (Standard Baccarat) มักจะถูกสงวนไว้สำหรับห้อง VIP หรือโต๊ะสำหรับผู้เล่นที่ลงเดิมพันสูงๆ (High-rollers) เท่านั้น
ดังนั้น หากครั้งต่อไปคุณได้ยินคำว่า “บาคาร่าจีน” ให้เข้าใจได้เลยว่ามันอาจจะเป็นแค่ชื่อเรียก หรือถ้าจะให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เซียนในบ่อนใหญ่ๆ เล่นกันจริงๆ ก็คือ “บาคาร่าแบบไม่มีค่าคอม” หรือ NCB นี่เองครับ
II. เปิดตำราเซียน: “จับจุดบาคาร่า” ด้วยการอ่าน “เค้าไพ่” ให้ขาด
เมื่อเราเข้าใจรูปแบบของเกมแล้ว ขั้นต่อไปคือการเข้าสู่หัวใจของการเล่นอย่างมีหลักการ นั่นคือการ “จับจุดบาคาร่า” ซึ่งแก่นแท้ของมันก็คือการอ่าน “เค้าไพ่” (Card Layouts/Patterns) ให้เป็น [3] ต้องย้ำกันก่อนว่า การอ่านเค้าไพ่ไม่ใช่การทำนายอนาคตแบบแม่นยำ 100% เพราะบาคาร่าคือเกมแห่งความน่าจะเป็น แต่มันคือการสังเกตและวิเคราะห์รูปแบบทางสถิติที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ บนโต๊ะ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพิ่มโอกาสในการเดิมพันให้สูงขึ้น แทนที่จะแทงแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
การเป็นคนช่างสังเกตและจดจำรูปแบบไพ่ คือทักษะสำคัญที่จะช่วยให้คุณคว้าเงินจากเกมนี้ได้ [4] ในวงการนี้มีเค้าไพ่อยู่หลายรูปแบบ แต่ที่เจอบ่อยๆ และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เซียน มีดังนี้ครับ
เจาะลึกเค้าไพ่ยอดนิยม (พร้อมภาษาเซียน)
เค้าไพ่มังกร (Dragon Tail): นี่คือเค้าไพ่ที่โด่งดังที่สุด ไอ้ที่เขาเรียกกันติดปากว่า “มังกร” ก็คือสถานการณ์ที่ผลการแข่งขันออกชนะอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งติดต่อกันยาวๆ ตั้งแต่ 4-5 ตาขึ้นไป [5, 6] เช่น ออก Banker (แดง) ติดกัน 7 ตา แบบนี้เรียกว่า “มังกรแดง” ถ้าออก Player (น้ำเงิน) ติดกันยาวๆ ก็เรียก “มังกรน้ำเงิน” วิธีเล่นของเซียนเมื่อเจอมังกรก็คือ “ตามมังกร” หรือ “ขี่มังกร” คือการวางเดิมพันตามสีที่มันออกไปเรื่อยๆ จนกว่าหางมังกรจะขาด หรือที่เรียกว่า “ไพ่ตัด” นั่นเอง [5, 7]
เค้าไพ่ปิงปอง (Ping Pong): ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเหมือนการตีปิงปองโต้กันไปมา เค้าไพ่นี้จะเกิดขึ้นเมื่อผลการแข่งขันออกสลับฝั่งกันทีละครั้งติดต่อกันไปเรื่อยๆ เช่น Banker, Player, Banker, Player, Banker… [5, 7] หากคุณเห็นรูปแบบนี้เกิดขึ้น 3-4 ครั้งติดต่อกัน ก็มีแนวโน้มว่ามันจะเข้าสู่เค้าไพ่ปิงปอง วิธีเล่นก็ง่ายๆ คือแทงสลับตามน้ำไปเรื่อยๆ จนกว่ารูปแบบจะเปลี่ยน
เค้าไพ่ลูกคู่ (Two-Cut / Double): เค้าไพ่นี้จะมีความซับซ้อนขึ้นมาอีกนิด คือผลจะออกชนะฝั่งละ 2 ครั้งสลับกันไปมาเป็นคู่ๆ เช่น Banker, Banker, Player, Player, Banker, Banker… [7] เมื่อเราสังเกตเห็นแพทเทิร์นนี้ เราก็สามารถดักรอแทงตามรูปแบบได้ คือเมื่อฝั่งหนึ่งออกครบ 2 ตัวแล้ว ก็สลับไปแทงอีกฝั่งในตาถัดไป
เค้าไพ่สามตัวตัด (Three-Cut / Triple): หลักการจะคล้ายกับเค้าไพ่ลูกคู่ แต่อันนี้จะมาทีละ 3 ครั้งก่อนจะตัดสลับฝั่ง เช่น Banker, Banker, Banker แล้วตาต่อไปออก Player, Player, Player แล้วก็ตัดกลับมา Banker เค้าไพ่นี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเท่ามังกรหรือปิงปอง แต่ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็ถือเป็นช่วงที่สามารถทำกำไรได้ดีเช่นกัน
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมสรุปมาเป็นตารางให้ดูกันชัดๆ ซึ่งตารางนี้เปรียบเสมือน “คู่มืออ้างอิงฉบับพกพา” ที่จะช่วยให้คุณระบุรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นบนโต๊ะและมีแผนการเล่นที่ชัดเจนได้ทันที
ตารางที่ 1: ตารางเค้าไพ่ยอดนิยมและวิธีอ่านเกมของเซียน
ชื่อเค้าไพ่ (ภาษาเซียน) | รูปแบบ (ตัวอย่าง) | วิธีเล่นของเซียน | จุดที่ต้องระวัง (เซียนเตือน) |
มังกร (Dragon) | B-B-B-B-B-B… | ตามมังกรไปจนกว่าจะตัด | มังกรที่ยาวเกิน 8-9 ตา มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดในไม้ต่อไป [8] |
ปิงปอง (Ping Pong) | B-P-B-P-B-P… | แทงสลับตามน้ำไปเรื่อยๆ | ระวังไพ่เปลี่ยนจากปิงปองเป็นลูกคู่ (เช่น B-P-B-P แล้วออก P อีกตัว) |
ลูกคู่ (2 ตัวตัด) | B-B-P-P-B-B… | รอให้ฝั่งหนึ่งออกครบ 2 ตัว แล้วแทงตามในตัวที่ 3 | อาจเจอ 2 ตัวตัดแล้วหลอก คือออกแค่คู่เดียวแล้วกลายเป็นมังกรยาว |
สามตัวตัด (3 ตัวตัด) | B-B-B-P-P-P… | รอให้ฝั่งหนึ่งออกครบ 3 ตัว แล้วแทงสวนในตัวที่ 4 | เป็นเค้าไพ่ที่เกิดไม่บ่อย ต้องใจเย็นรอจังหวะ อย่ารีบร้อนเข้า |
การทำความเข้าใจและจดจำเค้าไพ่เหล่านี้ คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนจากการเป็น “นักพนัน” ไปสู่การเป็น “นักลงทุน” ที่เล่นอย่างมีหลักการและเหตุผลครับ
พจนานุกรมศัพท์เซียนบาคาร่าที่ต้องรู้
เพื่อช่วยให้ผู้เล่นใหม่เข้าใจภาษาที่ใช้กันในวงการ และเป็นแหล่งอ้างอิงที่มีประโยชน์ ผมได้รวบรวมคำศัพท์ที่พบบ่อยๆ มาไว้ตรงนี้ครับ
ศัพท์เกี่ยวกับเค้าไพ่:
มังกร: การที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งชนะติดต่อกันยาวๆ [7]
ปิงปอง: การที่ผลชนะสลับฝั่งกันไปมาทีละครั้ง [7]
ลูกคู่ / สองตัวตัด: การที่ผลชนะสลับฝั่งกันทีละสองครั้ง [7]
สามตัวตัด: การที่ผลชนะสลับฝั่งกันทีละสามครั้ง
ศัพท์เกี่ยวกับการเดินเงิน:
เดินเงิน: การวางแผนจัดการเงินทุนในการเดิมพัน [3]
แทงทบ: การเพิ่มเงินเดิมพันเป็นสองเท่าเมื่อแพ้ [4, 7]
ไม้: ใช้เรียกการเดิมพันในแต่ละลำดับของการแทงทบ [3]
ศัพท์เกี่ยวกับผลลัพธ์และสภาวะอารมณ์:
บวก: หมายถึงการเล่นได้กำไร [7]
ลบ / โดน: หมายถึงการเล่นเสียหรือขาดทุน [7]
เจ๊ง / หมดตูด: หมายถึงการแพ้จนหมดตัว [7]
ชิ่ง: หมายถึงการได้กำไรตามเป้าแล้วรีบเลิกเล่นทันที [7]
หัวร้อน: สภาวะอารมณ์โกรธ, โมโห, ขาดสติจากการเสียเงิน [7]
ใจนิ่งๆ: การควบคุมสมาธิและอารมณ์ให้คงที่ [5]
ศัพท์เกี่ยวกับการกระทำ:
ตาม: การวางเดิมพันในฝั่งที่เพิ่งชนะในตาก่อนหน้า [7]
สวน: การวางเดิมพันในฝั่งตรงข้ามกับที่เพิ่งชนะ [7]
ตัด: การที่รูปแบบเค้าไพ่ที่ดำเนินมาต่อเนื่องสิ้นสุดลงและเปลี่ยนไปเป็นอีกฝั่ง [7]
ศัพท์พื้นฐานในเกม:
Player (P): ฝั่งผู้เล่น มักแทนด้วยสีน้ำเงิน
Banker (B): ฝั่งเจ้ามือ มักแทนด้วยสีแดง
Tie: ผลเสมอ
Pair: การเดิมพันว่าไพ่สองใบแรกของฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะออกเป็นเลขเดียวกัน
Natural (แนชเชอรัล): การที่ไพ่สองใบแรกมีแต้มรวมเป็น 8 หรือ 9 หรือที่คนไทยเรียกว่า “ป๊อก 8, ป๊อก 9”